บทที่ 9 ตอนที่ 5 อำมหิต 1

วันนี้นางสวมชุดสีฟ้าตัวใหม่ จะอย่างไรคงต้องรอให้ชุดนี้เก่าขมุกขมัวกว่าเดิมสักหน่อยถึงจะทำใจให้ชุดเปื้อนได้

เมื่อคิดดังนั้น ซิงเยว่จึงหยุดปีนป่ายต้นไม้และเลือกที่จะกระโจนลงมาอย่างคล่องแคล่วปราดเปรียวชวนกังขา ทว่านางกลับไม่นำพา

หญิงสาวกระชับเสื้อคลุมเพิ่มความอบอุ่นให้ตนเอง เกล็ดหิมะร่วงใส่จมูกเชิดรั้นจนนางต้องยู่หน้าย่นจมูกน้อยๆ

ใต้แสงจันทรา ดวงหน้าจิ้มลิ้มแลดูน่ารักเป็นพิเศษ

ซิงเยว่เร่งฝีเท้าเดินไปตามทางหินกรวด ลัดเลาะจากเรือนปีกข้างไปยังเรือนหลักอย่างชำนาญ

หากแต่จะบอกว่าเดินอาจไม่ถูกนัก เพราะร่างเล็กระเหิดระหงในชุดกะทัดรัดของสาวใช้กำลังย่างเท้าลักษณะเหยียบย่องกึ่งก้าวกระโดด ฝีเท้าแผ่วเบาว่องไวนั้นมั่นคงยิ่ง ความเร็วนี้ส่งผลให้ดวงหน้านวลเนียนคล้ายมีเลือดฝาดจนอมชมพูระเรื่อยิ่งขึ้น นัยน์ตาคู่งามยิ่งแวววาวสดใส สายตาจับจ้องแน่วนิ่งเพียงเบื้องหน้า ยามนางเคลื่อนกายเดินผ่าน ดอกสีแดงบนกิ่งเหมยพลันแกว่งไกวเบาๆ

ความว่องไวปราดเปรียวที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาตินี้ นางแค่กำลังรีบไปดูแลปรนนิบัติส่งนายน้อยเข้านอนเท่านั้น หาใช่จอมยุทธ์ลอบสืบเรื่องราวผู้คนให้หน่วยข่าวกรองที่ใด

กระนั้นหญิงสาวกลับเหมือนแบบหลังอย่างไม่ตั้งใจ

นับแต่ซิงเยว่ได้เป็นสาวใช้ของนายน้อยหลิวไท่หยาง เวลาพักผ่อนก็แทบไม่มี

ต้องคอยดูแลปรนนิบัติเกือบทั้งราตรี ทั้งวี่ทั้งวัน

สาวใช้คนอื่นได้แต่พร่ำบ่นด้วยคำถามไร้ซึ่งคำตอบ

‘มิรู้ว่านายน้อยพึงใจอันใดในตัวซิงเยว่นักหนา!’

นอกจากคำถามหลายคนยังจ้องมองด้วยความอิจฉา มีแรงริษยาในแววตาไม่เจือจาง

ทว่าทุกวันซิงเยว่ไหนเลยจะมีเวลาใส่ใจสายตาผู้ใด แค่วิ่งวุ่นดูแลคุณชายหลิวไท่หยางก็แทบแย่แล้ว

กระนั้น คนจำพวกหนึ่งกลับระรานไม่คิดปล่อย

ราตรีหนึ่งในคืนเดือนเพ็ญ จันทร์กระจ่างงามเด่น             ซิงเยว่ผู้ชื่นชอบแสงจันทราอย่างน่ากังขากำลังเดินเล่นเลียบริมสระบัวมาเรื่อยๆ หมายพักผ่อนหลังเสร็จงานในแบบตน นั่นก็คือปีนต้นไม้ขึ้นไปยืนมองดวงจันทร์

หากแต่ยังไม่ทันถึงที่หมาย พลันมีฝ่ามือปริศนายื่นตรงมาที่แผ่นหลังบาง ซิงเยว่มิทันรู้สึกตัวถึงฝ่ามือนั้น พริบตาร่างเล็กกลับเซถลาลื่นไถลใกล้ริมฝั่งหมิ่นเหม่

ดวงตาซิงเยว่เบิกกว้าง แน่นอนว่านางตกใจ อีกทั้งยังไม่ทันได้ตั้งรับอันใด กลับรับรู้ได้ถึงกระแสลมเย็นวูบหนึ่ง จากนั้นเสียงตูมพลันเกิดขึ้น ม่านน้ำซ่านเซ็น สองหูอื้ออึง ม่านตามืดมน ร่างทั้งร่างจมดิ่งลงสระบัว

ซิงเยว่รีบตะเกียกตะกายตามสัญชาตญาณเพราะเท้าที่แตะไม่ถึงพื้นใต้น้ำกำลังบอกว่าสระแห่งนี้ลึกเกินหยั่ง ระหว่างนั้นนางพลันได้ยินเสียงคนหัวเราะอยู่ริมตลิ่ง

คฤหาสน์หลิวซิงค่อนข้างกว้างขวาง และมุมที่ซิงเยว่เลือกชมจันทร์คือมุมอับไร้ใครเดินผ่าน เวรยามยังไม่สนใจ ดังนั้นยามนี้จึงไม่มีใครอื่น นอกจากซิงเยว่และอีกคนที่กำลังก่อเหตุอุกอาจต่อนาง

“เป็นอย่างไรเล่า หนาวหรือไม่?”

คนผู้นั้นเป็นสตรีอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะเสียงที่เอื้อนเอ่ยเย้ยหยันนั้นช่างหวานแหลมสิ้นดี

ซิงเยว่ในน้ำเย็นเยียบเริ่มครองสติแล้วเร่งสดับฟัง ไม่นานนางก็จับกระแสเสียงของอีกฝ่ายได้ สตรีผู้นี้คือซิวอิ๋ง สาวใช้คนใหม่ที่นอนห้องเดียวกับนางร่วมกับสาวใช้อีกคน

ทั้งๆ ที่ต่อหน้ายิ้มแย้ม กลางวันยื่นไมตรีช่วยแบ่งเบาภาระงาน แล้วเหตุใด?

ซิงเยว่ไม่เข้าใจ นางไม่เคยมีความแค้นหรือสร้างเรื่องบาดหมางอันใดกับสตรีผู้นี้

แต่เมื่อได้ฟังวาจาอีกฝ่ายเอ่ยถึงนายน้อยหลิว

“กินน้ำเข้าไปเยอะๆ เลย หนาวตายในน้ำเลยยิ่งดี จะได้ไม่ต้องกลับมาเสนอหน้าอยู่ใกล้นายน้อยอีก ฮ่าๆ”

ชัดเจนแล้วว่าต่อให้คนผู้หนึ่งยิ้มให้ด้วยความจริงใจ แต่เมื่อมีเรื่องบุรุษมาเกี่ยวข้อง ความเกลียดชังอันไร้เหตุผลย่อมเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

ซิงเยว่แค่นเสียงเย็นในใจ

นางหยุดตีน้ำ หยุดตะเกียกตะกาย

เท้ายืนไม่ถึงแล้วอย่างไร

หญิงสาวหรี่ตา ปล่อยกายาจมดิ่ง ผิวธาราเริ่มแน่นิ่ง

เนิ่นนานที่ผิวน้ำหยุดกระเพื่อม ไร้เกลียวคลื่น ปราศจากการขยับไหว สตรีริมตลิ่งนามซิวอิ๋งยืนนิ่งเพ่งมองอย่างแปลกใจ ครู่ใหญ่ผ่านไป รอยยิ้มพลันแสยะบนดวงหน้า

นางปีศาจจอมยั่วยวนซิงเยว่ตายแล้ว ข้าจะได้รับใช้ใกล้ชิดนายน้อยหลิวแต่เพียงผู้เดียว หึ!

ซิวอิ๋งรีบมองซ้ายมองขวา มองฝ่าความืดมัว พบว่ารอบด้านไม่มีใครเดินผ่านไปมาทั้งนั้น

หึหึ! เช่นนี้ ต่อให้เกิดสิ่งใดย่อมไม่มีใครรู้ทั้งสิ้น

ซิวอิ๋งฉลาดพอที่จะไม่ให้สถานที่แห่งนี้เหลือหลักฐาน นางรีบรุดไปที่ตำแหน่งตรงรอยเท้าของซิงเยว่ลื่นไถลเมื่อครู่

ตรงนี้มีร่องรอยที่ทำให้เกิดความสงสัย หญิงสาวรีบจัดการเกลี่ยผิวดินทันที ไม่นานผิวดินที่เป็นหลักฐานชั้นดีพลันเรียบสนิท ไม่มีอันใดน่าสงสัยเลยสักนิด กว่าจะมีใครคิดว่าซิงเยว่หายไปทางใด ยิ่งไม่มีใครสงสัยเกี่ยวกับสระบัว กว่าผู้คนจะรู้ตัว ซิงเยว่ย่อมกลายเป็นศพลอยขึ้นอืดโน่นแล้ว

สระบัวแห่งนี้ค่อนข้างกว้างใหญ่มาก หากศพลอยขึ้นผิวน้ำในอีกสองสามวันข้างหน้า คงลอยไปอีกฝั่ง ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุอันเป็นด้านหลังเรือนพักแห่งนี้แน่นอน

นางที่กำลังหลับใหลอยู่ในห้องมิได้ออกไปทางใดย่อมไม่ถูกสงสัยอยู่แล้ว หึหึ!

ลมราตรีโชยหวิว รอยยิ้มซิวอิ๋งยิ่งนานยิ่งเยือกเย็น

ทว่าหารู้ไม่ ว่าใครบางคนมีรอยยิ้มที่เลือดเย็นยิ่งกว่า

ในม่านน้ำไร้ผิวคลื่น ซิงเยว่อำพรางกายเงียบเชียบ นางค่อยๆ โผล่ขึ้นมาช้า ๆ เห็นเพียงแววตาอำมหิตวาบผ่าน

ยามนี้หญิงสาวมิต่างจากปีศาจภูตพรายใต้ม่านวารี

นางมิรู้เช่นกันว่าเหตุใดตนเองถึงดำน้ำได้นานนัก หากแต่ความสงสัยนั้นพลันถูกปัดให้ตกไป เพราะนางกำลังสนใจทำสิ่งอื่นมากกว่า

ฝ่ามือน้อยๆ ค่อยๆ ยื่นขึ้นมาจากใต้น้ำ ดุดันฉับไว แต่เงียบงันไร้สุ้มเสียง ดุจดั่งอสรพิษชนิดร้ายกาจตัวหนึ่ง

บทก่อนหน้า
บทถัดไป